นักเขียนดังอ้อน "เจ.เค." ไถ่ชีวิต "แฮร์รี พ็อตเตอร์"


"สตีเฟน คิง"
และ "จอห์น เออร์วิง" สองนักเขียนอเมริกันชื่อดัง ซึ่งมาร่วมงานการกุศลกับ "เจ.เค. โรว์ลิง" เจ้าของงานประพันธ์สุดดัง "แฮร์รี พ็อตเตอร์" กล่าวว่าไม่ต้องการเห็นพ่อมดน้อยผู้นี้ต้องตายในเล่มจบ โดยเฉพาะราชานิยายสยองขวัญอย่างคิงนั้นถือเป็นแฟนตัวยงของซีรีส์เรื่องนี้เลยทีเดียว ซึ่งฝ่ายเจ.เค. ก็ไม่สัญญาว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีหรือไม่ โดยเผยแต่เพียงว่ากำลังเขียนตอนจบของผลงานชิ้นเอกเรื่องนี้อย่างลื่นไหลทีเดียว ตามรายงานจากเอพีและรอยเตอร์

การพบกันของ 3 นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคครั้งนี้เกิดขึ้นที่อาคารเรดิโอ ซิตี้ มิวสิค ฮอลล์ ในกรุงนิวยอร์ก เพื่อร่วมงานการกุศล An Evening With Harry, Carrie and Garp ซึ่งทั้งสามจะนำงานเขียนชื่อดังของตนทั้ง แฮร์รี พ็อตเตอร์, แคร์รี และเดอะ เวิร์ล แอ็คคอร์ดิง ทู การ์ป มาอ่านให้แฟนๆ ได้ฟังในคืนวันอังคารและวันพุธ โดยรายได้จะนำไปสมทบทุนองค์กรไม่หวังผลกำไรทั้งสองแห่งอย่าง The Haven Foundation ที่ช่วยเหลือศิลปินการแสดงที่ไม่สามารถทำงานหรือได้รับเงินประกัน อันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ และโครงการ Doctors Without Borders ที่เป็นองค์กรมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแก่นานาประเทศกว่า 70 แห่ง ซึ่งคิงและเจ.เค.เป็นตัวตั้งตัวตีของการงานดังกล่าว

โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดจากความสำเร็จเมื่อครั้งที่คิงเคยนำเรื่องโปรดที่เป็นผลงานของเออร์วิงไปอ่านในงานก่อนหน้านี้ โดยพวกเขาหวังว่าจะหาเข้าเข้ามูลนิธิทั้งสองได้แห่งละ 250,000 เหรียญ (ประมาณ 10 ล้านบาท) ทีเดียว

สำหรับเจ.เค.นั้น การร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นการมาเยือนสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่หนล่าสุดเมื่อปี 2000 โดยเธอกล่าวว่างานเขียนตอนจบเล่มที่ 7 ของแฮร์รี พ็อตเตอร์ ซึ่ง 6 เล่มก่อนหน้านี้ทำยอดขายไปแล้วทั่วโลกกว่า 300 ล้านเล่มชิ้นนี้กำลังไปได้สวยทีเดียว


<>
<>
<>
<>
<>
ซึ่งคำบอกใบ้ดังกล่าวไม่ใช่แต่จะทำให้แฟนหนังสือคิดว่าแฮร์รี พ็อตเตอร์ ตัวละครเอกของเรื่องจะตายในตอนจบเท่านั้น สองนักเขียนชื่อดังที่มาร่วมงานด้วยกันอย่างเออร์วิงและคิงก็ไม่อยากจะให้พ่อมดน้อยแห่งโลกวรรณกรรมผู้นี้ต้องมีอันเป็นไปในเล่มสุดท้ายของซีรีส์ โดยคิงมั่นใจว่าเจ.ค.จะยุติธรรมต่อชะตากรรมของแฮร์รีที่เป็นเหมือนวีรบุรุษของเธอ ส่วนเออร์วิงถึงกับกล่าวว่าเขาไขว้นิ้วเพื่ออธิษฐานให้แฮร์รีมีชีวิตอยู่ต่อไปเลยทีเดียว

"ผมไม่อยากเห็นเขาตกน้ำตกไรเชนบัคตายเหมือนกับเชอร์ล็อก โฮล์มส์หรอกน่ะ" คิงกล่าวถึงเหตุการณ์ที่นักเขียนนิยายสืบสวนชื่อก้องอย่าง อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ พยายามทำให้ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ตัวละครเลื่องชื่อของเขาต้องตายในสถานที่ดังกล่าว ซึ่งสร้างความไม่พอใจต่อแฟนๆ มากเสียจนตอนท้ายเรื่องตัวละครนักสืบคนดังกลับถูกพบอีกครั้งว่ามีรอดชีวิตเลยทีเดียว

โดยขั้นตอนในการแต่งนิยายนั้น ทั้งเจ.เค.และเออร์วิงต่างใช้วิธีการร่างพล็อตของเนื้อเรื่องเอาไว้ทั้งหมดแล้ว จึงทำให้พวกเขารู้แต่แรกแล้วว่าควรที่จะกำจัดตัวละครตัวใดเพื่อความเหมาะสมของเนื้อเรื่อง ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ตัวละครที่วางแผนไว้จะต้องตายมันจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด

เออร์วิง ซึ่งเป็นเจ้าของงานสุดคลาสสิกอย่าง The World According to Garp และ The Cider House Rules กล่าวถึงวิธีการกำจัดตัวละครของเขาว่า "ผมจะทำรายชื่อของตัวละครต่างๆ เอาไว้เลย ว่าตัวไหนจะอยู่หรือตัวไหนจะรอด ก่อนที่ผมจะลงมือเขียนคำๆ แรกของเรื่องเสียด้วยซ้ำ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ผมจะหยิบยื่นความตายให้แก่พวกเขา ผมจะได้ไม่รู้สึกสะเทือนใจกับการเขียนฉากนั้นมากเกินไป เพราะจริงๆ มันก็คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว"

ซึ่งเป็นแนวทางที่เจ.เค.ก็ยึดมาเป็นแบบอย่างด้วยเช่นกัน เพราะเธอเองก็ไม่ได้สนุกกับการฆ่าตัวละครที่เธอสร้างขึ้นมาแต่อย่างใด

<>
<>
<>
<>
<>
"เป็นเหมือนกับการปลดปล่อยความกดดันออกไป เพราะการที่มันเป็นเล่มสุดท้ายทำให้ฉันมาอยู่ในจุดที่สามารถคลี่คลายเรื่องราวได้ซะที และมันยังเป็นความสนุกในแบบที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อนในการที่สามารถบรรลุความตั้งใจได้ในที่สุด สุดท้ายแล้วไม่ว่าคนจะชอบหรือเกลียดมัน มันก็จะจบอย่างที่ควรจะเป็น"

"ซึ่งบทสรุปของมันเป็นสิ่งที่ฉันวางแผนเอาไว้แต่เนินๆ แล้ว เว้นแต่ว่าตัวละครหลักสองตัวที่ฉันจะให้เขามีชีวิตรอดจะต้องตาย ส่วนตัวละครตัวหนึ่งที่จะต้องตาย จะได้รับการไว้ชีวิตต่อไป"

แม้กำลังเขียนอย่างลื่นไหล แต่เธอเองก็ยอมรับว่ารู้สึกเสียดายที่จะต้องยุติงานที่ทำให้เธอสร้างปรากฏการณ์ในวงการน้ำหมึกอย่างสะท้านสะเทือนเช่นนี้ แต่อีกนัยหนึ่งก็ถือเป็นข้อดีที่เธอจะได้อิสรภาพในการทำงานชิ้นต่อไปอีกครั้ง

"การเขียนเล่มจบนี้ถือเป็นสิ่งที่ผ่อนคลายมากๆ เพราะการเขียนงานที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเป็นอะไรที่สร้างแรงกดดันให้กับฉันอยู่เหมือนกัน และแม้มันจะเป็นประสบการณ์ที่งดงามเสมอมา แต่ฉันก็จะได้มีอิสระจากภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานเขียนแฮร์รี พ็อตเตอร์ซะที"

เมื่อเอ่ยถึงการกำจัดตัวละครในงานเขียน เธอก็เผยเองว่าไม่ได้รู้สึกยินดีนักที่จะต้องฆ่าตัวละครหลักในเล่มที่แล้ว ที่เธอขอสงวนนามของตัวละครผู้โชคร้ายดังกล่าวสำหรับแฟนหนังสือบางคนที่อาจจะยังอ่านไม่ถึงเล่ม 6 โดยเธอย้ำจุดยืนเดิมโดยกล่าวว่า แนวทางของงานเขียนชิ้นนี้เป็นสิ่งที่กำหนดให้วีรบุรุษของเรื่องจะต้องเผชิญกับภยันตรายต่อไปเพียงลำพัง
"ฉันเข้าใจว่าการที่นักเขียนบางคนมักจะทำให้ตัวละครหลักของเรื่องต้องตายตอนจบ ก็เพราะไม่อยากจะให้ใครนำตัวละครนั้นกลับมาทำใหม่หลังจากนักเขียนคนนั้นจากโลกนี้ไปแล้ว"

"จริงๆ ฉันก็ไม่ได้ชอบที่จะทำมันหรอกน่ะ แต่เรื่องแบบนี้มันเป็นสิ่งที่วางแผนเอาไว้เป็นปีแล้ว ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องกำจัดตัวละครซักตัวฉันก็คงไม่ได้โศกเศร้าอย่างที่หลายคนคิดกันหรอก เพราะฉันได้ละทิ้งความโศกสลดไปเสียก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนฉากนั้นไปนานแล้ว"

อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ในการกำจัดตัวละครของนักเขียนรุ่นพี่อย่างคิง คงเป็นสิ่งที่เจ.เค.น่าจะพิจารณนาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะผลงานในอดีตของเขาอย่าง Dead Zone นั้น เขาได้รับจดหมายจู่โจมจากนักอ่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเนื้อหาในนิยายดังกล่าวมีฉากที่ตัวละครตัวหนึ่งไปเตะสุนัขจนตายคาเท้า

"ตอนนั้นคุณอยากเป็นคนดีแล้วพูดว่า \'ผมเสียใจที่เขียนอะไรแบบนั้น\' แต่ผมก็กลับมานึกดูอีกทีว่า แรกเลยมันเป็นแค่สุนัขน่ะ ไม่ใช่คนซักหน่อย และอีกอย่างสุนัขตัวนั้นมันไม่มีอยู่จริงซะด้วยซ้ำ ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง มันเป็นแค่หมาหลอกๆ เป็นแค่สัตว์ในนิยาย แต่ดูเหมือนผู้คนจะมีอารมณ์ร่วมกับมันเหลือเกิน"

สำหรับความชอบส่วนตัวแล้ว ราชานิยายสยองขวัญที่มีผลงานชื่อก้องอย่าง Carrie และ Shawshank Redemption กล่าวว่าเขาเป็นแฟนตัวยงของแฮร์รี พ็อตเตอร์ โดยเผยว่าเขากำลังรอเล่มจบที่กำลังจะออกมาอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว

"ผมอยากจะอ่านมันน่ะ ผมรักนิยายเรื่องนี้"

แม้จะเป็นนักเขียนที่มีผลงานออกสู่สายตานักอ่านมานานกว่าเจ.เค.ถึงสองทศวรรษ แต่ทั้งเออร์วิงและคิงก็กล่าวว่าการร่วมงานครั้งนี้พวกเขาเป็นเหมือน "น้ำจิ้ม" ให้กับเจ.เค.เท่านั้น เพราะคาดกันว่านักอ่านที่จะเข้าร่วมงานดังกล่าวที่ส่วนใหญ่เป็นสาวกของเจ.เค.จะมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่จะสนใจนิยายของทั้งสองก็เป็นแน่

"อายุของผู้ร่วมงานเป็นอะไรที่ผมกลัวจริงๆ พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของผมเลย" เออร์วิงกล่าวอย่างยอมรับความจริง

อย่างไรก็ดี นางเอกของงานอย่างเจ.เค.ก็กล่าวว่าที่เธอใส่ความโหดร้ายลงไปในนิยายบ้าง ก็เพื่อจะให้แฟนนักอ่านรุ่นเยาว์ของเธอ มีความพร้อมที่จะไปเผชิญกับโลกของหนังสือที่มีความเข้มข้นของเนื้อหามากกว่านี้ โดยเพราะในงานเขียนของเออร์วิงที่ตัวละครหลักในเรื่องต้องพบจุดจบด้วยความตายมากมายกว่าเธอเสียอีก

"เวลาที่แฟนๆ หาว่าฉันเป็นนางจอมโหด ซึ่งก็ไม่บ่อยเท่าไหร่หรอกน่ะ ฉันก็รู้สึกว่าฉันได้ทำให้เขาเข็มแข็งขึ้นพอที่จะอ่านงานของจอห์น เออร์วิง และสตีเฟน คิงต่อไปได้ เพราะฉันว่าพวกเขาจะต้องมีความพร้อมที่จะรับเรื่องราวที่เลวร้ายมากกว่านี้ เพราะโลกแห่งวรรณกรรมยังมีสิ่งที่โหดร้ายรอคอยพวกเขาอยู่อีกมากเลยทีเดียว"

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

Comment

Comment:

Tweet

เหมือนเคยได้อ่านตอนจบที่เป็นเมลFw มาไม่รู้เชื่อได้ป่าว แต่ ก็เราว่ามีเหตุผลดีนะ...(เมลFW ตอนจบอันนั้น) เฮ้ยแต่ เรื่องนี้ตั้งแต่ที่ซีเรียสตายดิช้านก็แทบกรี๊ดดลั่นบ้านแล้วนะ พอมาดับเบิลดอร์นี่เหมือน ทำใจได้แระ นี่ถ้ามีช๊อคกว่านี้นี่ .... ไม่กล้ารับประกันเหมือนกัน555

#8 By F Y on 2006-08-05 21:03

เหอะๆๆ...ได้ยินข่าวมาจากเพื่อนเหมือนกัน....
เเต่จะตายไม่ตายเราเฉยๆนะ...
เขียนให้อ่านสนุกเป็นพอ...

#7 By ~ ๏ cuf ๏ ~ on 2006-08-05 14:21

บลอคชงคุงเป็นสีชมพูตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะเพิ่งจะรู้เนี่ยแหละ หวานเชียว

#6 By Gift.Up2U on 2006-08-05 14:18

บลอคชงคุงเป็นสีชมพูตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะเพิ่งจะรู้เนี่ยแหละ หวานเชียว

#5 By Gift.Up2U on 2006-08-05 14:18

ไม่อยากให้คนดีๆตาย
อยากให้ตัวร้ายๆตายอ่ะ
อย่างโวลเดอร์มอร์ อะไรอย่างเนี่ย

#4 By ~@lin@~ on 2006-08-05 10:40

อยากอ่านเร็วๆฮะ

#3 By perdicus on 2006-08-05 10:14

เราว่าน่าจะมีตัวอื่นหายไปอีกแน่เลยง่ะ
อีกนานกว่าของไทยจะออก

ปล. ขอบคุณวิธีทำ cursor นะชง ทำได้แล้วว

#2 By s i n on 2006-08-05 09:48

หวังว่าอย่างน้อยเจเคจะไว้ชีวิต 3 ตัวละครเอกซักหน่อยนะครับ

#1 By shongsalomon on 2006-08-05 09:44